<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[เที่ยววิถีไทย]]></title>
<link>https://mahasarakham.prd.go.th/th/content/category/index/id/118</link>
<atom:link href="https://mahasarakham.prd.go.th/th/content/category/index/id/118" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[พระธาตุฮวมแฮง (พระธาตุวาปีปทุม) วัดป่าหนองใต้]]></title>
<link>https://mahasarakham.prd.go.th/th/content/category/detail/id/118/iid/375907</link>
<guid isPermaLink="false">802d12ddb7695afa12c3a4a48eefd753</guid>
<pubDate>Tue, 25 Mar 2025 14:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระธาตุฮวมแฮง (พระธาตุวาปีปทุม) วัดป่าหนองใต้</strong> ตั้งอยู่ที่บ้านหนองใต้ หมู่ที่ ๕ ตำบลขามป้อม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภายในวัดมีพระธาตุฮวมแฮง &nbsp;ซึ่งเกิดจากพลังศรัทธาของผู้มีบุญหลาย &nbsp;ได้มีโอกาสได้มาร่วมสร้างหลักใจซึ่งเป็นศาสนาสถานในด้านนวัตถุทางพระพุทธศาสนา ให้เกิดเป็นกองบุญข้างบึงขนาดใหญ่ &nbsp;ให้ชื่อว่า &ldquo;พระธาตุฮวงแฮง&rdquo; &nbsp;ขนาดตามกว้าง &nbsp;๔๕ &nbsp;เมตร &nbsp;ความสูง &nbsp;๖๑ &nbsp;เมตร &nbsp;งบการก่อสร้างคงเกินกว่าร้อยล้านบาท&nbsp;<br />
<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คำปรารภของหลวงปู่ศรี มหาวีโร</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หนองใต้ใหญ่เป็นหนองสาธารณะประโยชน์ คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ&nbsp;เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในชุมชนละแวกนี้&nbsp;ได้เป็นที่อาศัยทำมาหากินของผู้คนเป็นจำนวนมาก&nbsp;ไม่ว่าทำการเกษตร&nbsp;เพาะปลูก&nbsp;ปลูกพืชผักธัญญาหารและอื่น ๆ&nbsp; รวมทั้งเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้อยใหญ่นานาชนิดจำนวนมาก&nbsp;ข้างหนองใต้ใหญ่ยังมี่โบราณสถานหลายแห่ง&nbsp;เช่น&nbsp;โนนเมืองเก่า&nbsp;ปัจจุบันปัจจุบันเรียกขานว่า&nbsp;โนนเมืองน้อย&nbsp;กู่เก่าโบราณเรียกขานกันมาชื่อ&nbsp;กู่มิถิลานคร&nbsp;และบ่อน้ำดื่มน้ำใช้โบราณเป็นบ่อน้ำที่ลึกมาก ถ้าลงไปก้นบ่อมองขึ้นจะมองเห็นดวงดาวตอนกลางวันได้&nbsp;หนองใต้ใหญ่หลวงปู่ศรีเคยเล่าให้ศิษยานุศิษย์ฟังอยู่เสมอว่า ในหนองใต้ใหญ่มีเรือทองคำจมอยู่ใต้ดินก้นหนอง&nbsp;๑&nbsp;ลำ&nbsp;และแก้วแหวนเงินทองและอื่น ๆ&nbsp;จำนวนมาก&nbsp;ในอดีตเคยเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อน&nbsp;เจ้าเมืองถึงมีเรือทองคำนั่งได้&nbsp;หนองใต้เมื่อก่อนเป็นหนองที่มีผีดุมาก&nbsp;วันพระ &nbsp;๘ &nbsp;ค่ำ &nbsp;๑๕ &nbsp;ค่ำจะมีลูกแก้วลอยมาจากกู่มิถิลา&nbsp;ลอยมาในอากาศพอมาถึงใจกลางหนองลูกแก้วจะค่อย ๆ ลอยต่ำลง ๆ จนถึงผิดน้ำ&nbsp;ก็จะปรากฏแสงสว่างไสวพวยพรุ่งสว่างทั่วบริเวณหนองใต้ใหญ่ที่เดียวเป็นที่หวาดกลัวของผู้ที่พบเห็น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พ.ศ. &nbsp;๒๕๒๘ &nbsp;ญาติโยมบ้านหนองใต้ &nbsp;ญาติโยมเมืองวาปี ได้เดินทางไปวัดป่ากรุง หรือวัดประชาคมวนาราม&nbsp;บ้านศรีสมเด็จ&nbsp;อำเภอศรีสมเด็จ&nbsp;จังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;เพราะหลวงปู่ศรีจำพรรษาอยู่ที่นั่น&nbsp;เพื่อไปกราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่มาเป็นประธานทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนสร้างศาลาพระอุโสถหลังปัจจุบันท่านก็เมตตารับนิมนต์&nbsp;พอถึงวันกำหนดงาน&nbsp;หลวงปู่ก็เดินทางมาร่วมรับบิณฑบาตฉันภัตตราหารเช้าเสร็จ&nbsp;หลังจากฉันภัตราหารเช้าญาติธรรมก็ได้รวมจตุปัจจัยไทยทานถวายหลวงปู่ศรี &nbsp;มหาวีโร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากนั้นหลวงปู่ศรี &nbsp;มหาวีโร &nbsp;ได้เมตตาแสดงธรรมปฏิบัติให้สาธุชนที่มาร่วมทำบุญเป็นที่ประทับเป็นอย่างยิ่ง&nbsp;ช่วงท้ายของการแสดงธรรมท่านได้ปรารภว่า จะให้หน่วยงานกรมชลประทานจังหวัดมหาสารคาม&nbsp;มาสำรวจขุดลอก &nbsp;และจะให้ทำเป็นเกาะข้นมา &nbsp;๓ &nbsp;เกาะ เกาะใหญ่เนื้อที่ &nbsp;๖ &nbsp;ไร่ &nbsp;เกาะที่สองและเกาะที่สามเนื้อที่ &nbsp;๕&nbsp;ไร่ เพราะขณะนั้นหนองใต้ใหญ่เกิดการตื้นเขินอย่างมาก&nbsp;พอหน้าแล้งน้ำก็ขุ้นใช้ประโยชน์ได้น้อย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วันนั้นประกอบกับหัวหน้าชลประทานก็เดินทางมาร่วมทำบุญในครั้งนั้นด้วย&nbsp;หลวงปู่ก็ปรารภเรื่องการขาดแคลนน้ำให้หัวหน้ากรมชลประทานทราบ&nbsp;หัวหน้ากรมชลประทานก็รับไปปฏิบัติตามความประสงค์ทุกประการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ต่อมาในปี&nbsp;พ.ศ. ๒๕๒๙ กรมชลประทานทำโครงการลงมือขุดให้และได้ทำเป็นเกาะขึ้นมา&nbsp;๑ เกาะ&nbsp;และได้ดินขึ้นมาถมที่สร้างพระธาตุในปัจจุบัน&nbsp;งบประมาณน้อยทำได้ครบทุกเกาะ&nbsp;หัวหน้าชลประทานก็มาการบหลวงปู่ทราบ และจะได้ดำเนินการให้สำเร็จโครงการตามวัตถุประสงค์ของหลวงปู่ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปี พ.ศ. ๒๕๓๒&nbsp;กรมชลประทานก็ได้ทำโครงการขุดลอกเสริมโครงการเดิมและได้ทำขึ้นมาเพิ่ม &nbsp;๒ &nbsp;เกาะ หลวงปู่ก็เมตตามาตรวจเยี่ยมอยู่เรื่อย ๆ ตามโอกาส &nbsp;และสั่งให้พระเณรพาชาวบ้านหาต้นไม้มาปลูกให้เต็ม&nbsp;จะได้เป็นที่สำหรับภาวนาของภิกษุสงฆ์ สามเณรในการต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ยี่สิบสามปีที่ผ่านมาสถานที่ ๆ จะถมไว้ว่าสร้างเจดีย์ ก็มีแต่ความร่มรื่นเขียวขจีกับไม้นานาพันธุ์ที่ได้นำมาปลูก ไม่มีที่ว่าว่าจะมีเจดีย์เกิดขึ้นในสถานที่ตรงนี้เลย&nbsp;เพราะหลวงปู่ก็ไม่ได้กล่าวถึง&nbsp;ปี&nbsp;พ.ศ. ๒๕๓๒ ที่วัดผาน้ำย้อย หลวงปู่ก็กำลังสร้างเจดีย์ชัยมงคลขึ้น&nbsp;ซึ่งมีคณะศรัทธาใหญ่จากกรุงเทพฯ มาเป็นเจ้าภาพหลักในการก่อสร้างจึงทำให้ไม่เดือดร้อนเรื่องงบประมาณ &nbsp;มีศิษยานุศิษย์จากต่างประเทศมาร่วมทำบุญตลอด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปี&nbsp;พ.ศ. ๒๕๕๒ พระอาจารสุวรรณ &nbsp;อาภาธโร &nbsp;ช่วงนั้นท่านยังจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าเกาะช้าง&nbsp;ตำบลเกาะพยาม&nbsp;อำเภอเมือง&nbsp;จังหวัดระนอง ท่านได้ขึ้นมางานหลวงปู่ศรี &nbsp;มหาวีโร ซึ่งตรงกับวันที่ &nbsp;๓ &nbsp;พฤษภาคม &nbsp;ของทุก ๆ ปี<br />
&nbsp;ท่านได้เข้าไปกราบหลวงปู่ศรี &nbsp;มหาวีโร &nbsp;ที่กุฎิกลางน้ำหลังปัจจุบัน ท่านได้เมตตาถามพระอาจารย์สุววณ &nbsp;อาภาธโรว่า &nbsp;มาจากวัดไหนหล่ะ&nbsp;พระอาจารย์เลยตอบไปว่า &nbsp;มาจากวัดป่าเกาะช้าง &nbsp;จังหวัดระนอง &nbsp;ครับผม&nbsp; (หลวงปู่) แต่ก่อนยุใสหล่ะ &nbsp;(พระ อาจารย์) &nbsp;แต่ก่อนบวชเกิดที่บ้านหนองใต้&nbsp;ลูกผู้ใหญ่บุญเหลือ&nbsp;ปู่ชื่อผู้ใหญ่นวนที่เป็นเสี่ยวผีนายอำเภอนั่นแหละครับ&nbsp;ไปบวชที่ถ้ำมโหราฬ&nbsp;จังหวัดเลย&nbsp;แล้วกลับมาจำพรรษาที่วัดหนองใต้&nbsp;ออกจากหนองใต้ ไปจำพรรษาที่กาญจนบุรี วัดศรีญาณสังวร &nbsp;ไปจำพรรษาที่วัดป่าเกาะช้าง &nbsp;จังหวัดระนองครับ&nbsp;(หลวงปู่) ไปจำทุกจังหวัดเด้อในวัดสาขา &nbsp;(พรอาจารย์) ได้แต่ยิ้ม ๆ ยกมือสาธุ &nbsp;พระอาจารย์สุวรรณ ก็เลยกราบเรียนถามเรื่องที่ค้างคาใจตลอดระยะเวลายาวนานว่า &nbsp;หลวงปู่ครับ &nbsp;เจดีย์ที่หนองใต้เมื่อไหร่หลวงปู่จะเมตตานำพาสร้างน้อครับผม&nbsp;หลวงปู่ก็ยิ้ม ๆ แล้วตอบว่า &ldquo;ผู้มีบุญจะมาร่วมกันสร้างอยู่&rdquo; &nbsp;ท่านพระอาจารย์สุวรรณ ก็นึกในใจขึ้นมาว่าใครหนอจะเป็นผู้มีบุญพาร่วมสร้าง &nbsp;ท่านก็นึกถึงแต่หลวงปู่นั้นแหละที่มีบุญวาสนาบารมีมากท่านก็คิดได้แค่นั้น &nbsp;หรือจะเป็นหลวงพ่อทองอินทร์หนอ &nbsp;ท่านก็เป็นพระอาวุโส พรรษารองจากหลวงปู่ศรี &nbsp;มหาวีโร &nbsp;ที่จะเป็นผู้นำพาสร้างต่อไป &nbsp;ท่านก็คิดได้แค่นั้นเพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ในการก่อสร้างเพราะใช้งบประมาณมาก&nbsp;พอท่านทราบคำตอบจากหลวงปู่ในเรื่องที่ได้กราบเรียนถามทั้งดีใจและข้องใจ&nbsp;ดีใจก็คืออยากเห็นเจดีย์ขึ้นในสถานที่ตรงนี้ &nbsp;ข้องใจคือใครหนอที่จะมีบุญยาบารมีพาร่วมสร้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ &nbsp;ท่านพระอาจารย์สุวรรณ &nbsp;อาภาธโร &nbsp;ได้จัดงานผูกพัทธสีมา ปิดทองฝังลูกนิมิต ในเดือนเมษายน &nbsp;ได้รับความเมตตาจากหลวงปู่ทองอินทร์ &nbsp;กตปุญโญ &nbsp;เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ &nbsp;มีพระสงฆ์และฆราวาสญาติโยมลงไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก &nbsp;ท่านก็อบอุ่นใจในความเมตตาจากพระสงฆ์และฆราวาสญาติโยมทุกทั่วสาระทิศ &nbsp;ทำให้งานในครั้งนั้นสำเร็จเสร็จสิ้นไปด้วยดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ต่อมาก็ได้รับคำสั่งจากหลวงปู่ทองอินทร์ &nbsp;ว่าจะให้พระสงฆ์ไปสับเปลี่ยน &nbsp;จะส่งท่านไปจำพรรษาที่ออสเตรเลีย &nbsp;ท่านก็ได้ขึ้นมาจากวัดป่าเกาะช้าง &nbsp;มาพักจำพรรษาที่วัดหนองใต้เพื่อเดินเรื่องเอกสารในการเดินทาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ต้นปี &nbsp;พ.ศ. ๒๕๕๔ &nbsp;มีโยมสามท่านมากราบแล้วบอกท่านว่ามีปัจจัยคนละ &nbsp;๑,๐๐๐,๐๐๐ &nbsp;บาท &nbsp;รวม &nbsp;๓,๐๐๐,๐๐๐ &nbsp;บาทมีศรัทธาอยากจะสร้างเจดีย์ที่วัดไหนก็ได้ &nbsp;ท่านพระอาจารย์ก็ตอบโยมทั้ง &nbsp;๓ &nbsp;ไปว่า &nbsp;ที่วัดหนองใต้หลวงปู่ก็เคยปรารภไว้นะว่าจะสร้างเจดีย์ที่นี่ &nbsp;แต่ไม่ทราบว่ายังจะสร้างอยู่หรือเปล่า &nbsp;ต้องกราบเรียนถามท่านดูก่อน &nbsp;โยมทั้ง &nbsp;๓ &nbsp;ท่านก็ตกลงที่จะไปกราบเรียนถามหลวงปู่ศรี &nbsp;มหาวีโร &nbsp;ปี &nbsp;พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นปีที่หลวงปู่อาพาธหนักมากศิษยานุศิษย์ &nbsp;พาเข้าโรงพยาบาลศรีนครินทร์ขอนแก่นอยู่หลายเดือน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วันต่อมาพระอาจารย์สุวรรณ &nbsp;ก็ได้พาคณะศรัทธาเดินทางไปเยี่ยมการอาพาธของหลวงปู่ &nbsp;และจะได้ถามหลวงปู่ว่าท่านจะอนุญาตให้สร้างหรือไม่ &nbsp;พอไปถึงโรงพยาบาลศรีนครินทร์ขอนแก่น &nbsp;ก็เข้าไปที่ตึกสงฆ์อาพาธ &nbsp;ห้องพิเศษชั้น &nbsp;๑๐ &nbsp;ก็ได้ถามพระอาจารย์ต๋อง &nbsp;หลวงปู่พระอาจารย์เจ็บป่วยเป็นอย่างไรบ้าง &nbsp;ท่านอาจารย์ต๋องตอบว่า หลวงปู่พูดไม่ได้แล้วนะ &nbsp;พระอาจารย์สุวรรณถามท่านอาจารย์ต๋องว่า แขนขายังมีความรู้สึกหรือไม่ &nbsp;พระอาจารย์ต๋องตอบว่า &nbsp;แขนขามีความรู้สึกอยู่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พระอาจารย์สุวรรณ &nbsp;ก็เล่าเรื่องให้พระอาจารย์ต๋องฟังว่า คณะศรัทธาที่มาเขาอยากจะสร้างเจดีย์ที่หนองใต้ที่หลวงปู่เคยปรารภไว้ตั้งแต่ ฑ.ศ.๒๕๒๘ &nbsp;ว่าจะสร้างเจดีย์ที่หนองใต้ มีงบแล้ว &nbsp;๓,๐๐๐,๐๐๐ &nbsp;บาท &nbsp;หลวงปู่จะอนุญาตให้สร้างไหม &nbsp;ถ้าหลวงปู่อนุญาตให้หลวงปู่กำมืออาจารย์ต๋องนะครับ &nbsp;พอพูดจบหลวงปู่ก็กำมือก็แสดงว่าท่านอนุญาตให้สร้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ช่วงกลางปี &nbsp;๒๕๕๔ &nbsp;พระอาจารย์สุวรรณได้รับคำสั่งจากหลวงปู่ทองอินทร์ให้ไปจำพรรษาที่ประเทศออสเตรเลีย ในเดือนมิถุนายน &nbsp;๒๕๕๔ &nbsp;ท่านก็ได้ไปจำพรรษาที่ประเทศออสเตรเลีย วันที่ &nbsp;๑๖ &nbsp;สิงหาคม ก็ได้รับข่าวเศร้าว่าหลวงปู่ได้มรณภาพแล้ว &nbsp;เป็นข่าวเศร้าที่สะเทือนใจของศิษยานุศิษย์ทั้งหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่างก็เสียอกเสียใจเป็นอันมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พอออกพรรษาพระอาจารย์สุวรรณ &nbsp;อาภาธโร ก็ได้เดินทางกลับมาช่วยเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ศรี &nbsp;มหาวีโรที่วัดประชาคมวนาราม (วัดป่ากุง) ทางวัดได้กำหนดงานวันพระราวชเพลิงศพหลวงปู่ &nbsp;นาวันที่ &nbsp;๑๔ &nbsp;มกราคม &nbsp;พ.ศ. ๒๕๕๕<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พอเสร็จงานพระราชทานเพลิงสรีระหลวงปู่แล้ว &nbsp;หลวงปู่ทองอินทร์ &nbsp;กตปุญโญ ก็ได้มอบหน้าที่ดูแลนำพาในการสร้างพระธาตุฮวมแฮงต่อไป &nbsp;พระอาจารย์สุวรรณ &nbsp;ก็รีบดำเนินการปรับดินบริเวณที่จะก่อสร้างเพื่อให้ทันวัน &nbsp;เวลาที่กำหนดไว้คือ &nbsp;วันที่ &nbsp;๕ &nbsp;เดือน &nbsp;๕ &nbsp;พ.ศ. ๒๕๕๕ &nbsp;จะได้จัดงานวางศิลาฤกษ์ &nbsp;และได้ตั้งชื่อเจดีย์องค์นี้ว่า &ldquo;พรธาตุฮวมแฮง&rdquo; &nbsp;ตั้งตามความปรารภของหลวงปู่ ที่ท่านได้ปรารภว่า ผู้มีบุญจะมาร่วมกันสร้างก็คือผู้มีบุญหลายๆ &nbsp;ท่านจะมาร่วมกันสร้าง &nbsp;ดังนั้นพระอาจารย์สุวรรณ &nbsp;อาภาธโร จึงถอดชื่ออกจากคำดังกล่าวเป็นภาษาอีสานบ้านเฮาว่า &ldquo;พระธาตุฮวมแฮง&rdquo; &nbsp;ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วันที่ &nbsp;๕ &nbsp;เดือน &nbsp;๕ &nbsp;พ.ศ. ๒๕๕๕ &nbsp;หลวงปู่ทองอินทร์ &nbsp;กรปุญโญ &nbsp;ก็ได้เมตตามาเป็นประธานวางศิลาฤกษ์ ตลอดทั้งศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายบรรพชิตและฆราวาส &nbsp;มาจากทุกภาคในประเทศเป็นจำนวนมาก พองานวางศิลฤกษ์เสร็จสิ้นลง &nbsp;พระอาจารย์สุวรรณ &nbsp;อาภาธโร &nbsp;ก็พาญาติโยมช่วยกันทำในการสร้างเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นกองทุนกองกุศลที่ยิ่งใหญ่จากพลังศรัทธาทุกทั่วสารทิศ ใกล้ไกลได้มาร่วมกันไม่ว่ากำลังกาย &nbsp;กำลังใจ &nbsp;กำลังศรัทธา ได้มาร่วมกันเป็นกองบุญข้างบึงที่ยิ่งใหญ่กองบุญหนึ่ง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>วัตถุประสงค์ในการสร้าง</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑. &nbsp;เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสาริกธาตุ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้รับมอบจากรัฐสภา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒. &nbsp;เพื่อเป็นที่ทำกิจกรรมสงฆ์ &nbsp;และอบรมธรรมปฏิบัติแก่พุทธบริษัทสี่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๓. &nbsp;เพื่อเป็นแหล่งศึกษาพุทธประวัติและชาดกกัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อจะได้เข้าใจในการดำรงชีวิตและสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๔. &nbsp;เพื่อเป็นมรดกให้แก่ผู้มีบุญที่ได้ร่วมกันสร้างและเป็นมรดกใจของผู้พบเห็นและได้เข้ามากราบไหว้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๕. &nbsp;เพื่อน้อมเป็นพุทธบูชา &nbsp;ธรรมบูชา &nbsp;สังฆบูชา &nbsp;อาจาริยะบูชา &nbsp;มาตาปิตาริยะบูชา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๖. &nbsp;เพื่อสนองเจตนารมณ์ของหลวงปู่ที่เมตตาชี้ทางให้ลูกหลานสู่ทางสถาบันชาติ &nbsp;ศาสนา &nbsp;พระมหากษัติรย์สืบไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พระธาตุฮวมแฮงเกิดจากพลังศรัทธาของผู้มีบุญหลาย &nbsp;ได้มีโอกาสได้มาร่วมสร้างหลักใจซึ่งเป็นศาสนาสถานในต้นวัตถุทางพระพุทธศาสนาให้เกิดเป็นกองบุญข้างบึงขนาดใหญ่ &nbsp;ให้ชื่อว่า &ldquo;พระธาตุฮวงแฮง&rdquo; &nbsp;ขนาดตามกว้าง &nbsp;๔๕ &nbsp;เมตร &nbsp;ความสูง &nbsp;๖๑ &nbsp;เมตร &nbsp;งบการก่อสร้างคงเกินกว่าร้อยล้านบาท</p>

<p>ที่มาข้อมูล: เว็บไซต์องค์การบริหารส่วนตำบลขามป้อม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://mahasarakham.prd.go.th/th/file/get/file/20250325e346a85c0e041ef4a8ae59a9ac8f1158142838.jpg' type='image/jpg' length='561330' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดป่าวังน้ำเย็น(วัดพุทธวนาราม)]]></title>
<link>https://mahasarakham.prd.go.th/th/content/category/detail/id/118/iid/136910</link>
<guid isPermaLink="false">dd453b0e58d9e9430ab6ca89b50378b5</guid>
<pubDate>Wed, 23 Nov 2022 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดป่าวังน้ำเย็น(วัดพุทธวนาราม) อ.เมือง จ.มหาสารคาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดสวยงามขนาดใหญ่บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 30 ไร่ ที่ ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม สร้างขึ้นโดย พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ ผู้เป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ พระภิกษุผู้เป็นที่เคารพรักของชาวอีสาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนกระทั่งได้รับการยกฐานะเป็นวัดอย่างถูกต้องเมื่อปี พ.ศ. 2555<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ความโดดเด่นของวัดป่าวังน้ำเย็นคือเจดีย์ศรีมหาสารคาม องค์ใหญ่สีทองงดงาม มองเห็นสวยเด่นแต่ไกล รวมถึงศาลาการเปรียญไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศซึ่งใช้เสาไม้ถึง 112 ต้น ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องที่สร้างจากทองคำบริสุทธิ์ 3 องค์ น้ำหนักกว่า 12 กิโลกรัม ซึ่งวัดจะนำออกแห่รอบเมืองในงานทอดกฐินเป็นประจำทุกปี&nbsp;ปัจจุบันวัดแห่งนี้นอกจากเป็นที่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ยังมีชื่อเสียงมากขึ้นด้านการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา จนกลายเป็นจุดหมายห้ามพลาดของจังหวัดที่นักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถแวะเวียนเยี่ยมชมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://mahasarakham.prd.go.th/th/file/get/file/20221123d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e090956.jpg' type='image/jpg' length='305379' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สิมโบราณวัดป่าเรไรย]]></title>
<link>https://mahasarakham.prd.go.th/th/content/category/detail/id/118/iid/17694</link>
<guid isPermaLink="false">2c6151f03ac885c1e7bd6a7b564847bc</guid>
<pubDate>Fri, 07 May 2021 10:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://mahasarakham.prd.go.th/cms/s142/u61/สิมโบราณวัดป่าเรไรย.jpg" style="width: 750px; height: 1028px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://mahasarakham.prd.go.th/th/file/get/file/20210507d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e110405.gif' type='image/gif' length='9345673' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดพระพุทธมงคล(หลวงพ่อพระยืน)]]></title>
<link>https://mahasarakham.prd.go.th/th/content/category/detail/id/118/iid/17674</link>
<guid isPermaLink="false">bb8516427351031067cca8e504bd2ad2</guid>
<pubDate>Fri, 07 May 2021 10:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://mahasarakham.prd.go.th/cms/s142/u61/วัดพระยืน.jpg" style="width: 750px; height: 983px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://mahasarakham.prd.go.th/th/file/get/file/202105079b65b410287921f1bc6a390d15cc3b82101356.jpg' type='image/jpg' length='4763108' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พระบรมธาตุนาดูน จ.มหาสารคาม]]></title>
<link>https://mahasarakham.prd.go.th/th/content/category/detail/id/118/iid/17661</link>
<guid isPermaLink="false">33e0c93d2a8c466aad4e15773b7dcc1d</guid>
<pubDate>Fri, 07 May 2021 09:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://mahasarakham.prd.go.th/cms/s142/u61/พระธาตุนาดูน.jpg" style="width: 750px; height: 949px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://mahasarakham.prd.go.th/th/file/get/file/202105079acd000c38c70d477d9565d49daaeabb094146.jpg' type='image/jpg' length='33893' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สะพานไม้แกดำ]]></title>
<link>https://mahasarakham.prd.go.th/th/content/category/detail/id/118/iid/11165</link>
<guid isPermaLink="false">05de8aa2d0ce64ffb3dd1e1d5be913b3</guid>
<pubDate>Wed, 10 Mar 2021 10:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>สะพานไม้แกดำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สะพานไม้เก่าแก่ในบรรยากาศแบบท้องทุ่ง เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดมหาสารคามที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และเที่ยวชม เพื่อสัมผัสของกลิ่นไอแห่งความเป็นชาวบ้านกับสะพานที่ทอดตัวยาวท่ามกลางหนองน้ำแกดำไกลสุดตากว่า 1 กิโลเมตร ท่ามกลางบึงบัวและพืชน้ำสีเขียวและความหลากทางธรรมชาติ ถือว่าเป็นสะพานสุด Unseen อีกแห่งหนึ่ง ที่ควรค่าแห่งการเดินทางมาเช็คอิน ณ มหาสารคาม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สะพานไม้แกดำ ตั้งอยู่ที่วัดดาวดึง อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม เป็นสะพานไม้เก่า อายุราวกว่า 100 ปี ที่ชาวบ้านใช้เป็นเส้นทางข้ามอ่างเก็บน้ำหนองแกดำ โดยเชื่อมระหว่างบ้านหัวขัวกับหมู่บ้านแกดำ แต่ก่อนสะพานไม้นี่ทรุดโทรมาก ชาวอำเภอแกดำพร้อมด้วยกำลังทหาร ช่วยกันซ่อมแซมสะพานไม้ โดยหวังให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา รวมถึงพัฒนาสะพานไม้เก่าแก่แห่งนี้ ให้เป็นสถานที่ถ่ายภาพและเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดมหาสารคาม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สะพานไม้ที่ทอดยาวไปยังอ่างเก็บน้ำหนองแกดำซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติของอำเภอแกดำ มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ครอบคลุม 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแกดำ บ้านหัวขัว บ้านโพธิ์ศรี&nbsp; เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อชาวอำเภอแกดำ เพราะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา มีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งสัตว์น้ำ พื้ชน้ำ เช่น บัวแดง แหน สาหร่ายหางกระรอก เป็นต้น นอกจากนี้ในหน้าหนาวยังสามารถพบเห็นนกเป็ดน้ำบินหนีหนาวมาจากไซบีเรีย มาอาศัยในบริเวณหนองแกดำด้วย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อ่างเก็บน้ำหนองแกดำ ยังมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวแกดำโดยได้ใช้นำน้ำมาอุปโภค บริโภค ปัจจุบันหน่วยงานที่รับผิดชอบได้มีโครงการพัฒนาปรับปรุงหนองแกดำให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และยังใช้หนองแกดำในการจัดกิจกรรมงานประเพณีต่าง ๆ ของชุมชน เช่น ลอยกระทง บุญบั้งไฟ&nbsp; ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีการสร้างถนนราดยางข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังเห็นชาวบ้านใช้มาใช้สะพานนี้ข้ามไปมาอยู่เรื่อยๆ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หนองแกดำ หรือหนองน้ำอื่นๆ ในภาคอีสาน มีสภาพกว้างใหญ่ ลึกบ้างตื้นบ้างเป็นช่วงๆ เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรที่สำคัญ และเป็นแหล่งในการหาปลาเพื่อเป็นอาหารและนำไปขาย สะพานไม้ที่สร้างขึ้นด้วยวิธีง่ายๆ ปักเสาลงไปในโคลนใต้น้ำจนถึงชั้นดิน ปูด้วยแผ่นไม้ที่พอจะหามาได้ คงจะแข็งแรงมั่นคงได้แค่ชั่วระยะเวลาไม่นาน ตอนนี้ถ้าลองไปเดินบนสะพานจะรู้สึกว่ามันโยกเยกเอาการน่าหวาดเสียว แต่ชาวบ้านก็ใช้สะพานนี้อยู่เป็นประจำ มีการซ่อมแซมบ้างเป็นครั้งคราวตามสภาพ เคยมีโครงการรื้อถอนเพื่อสร้างสะพานคอนกรีตจากทางจังหวัด เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรที่แข็งแรง และวางท่อประปาไปตามแนวสะพาน แต่ชาวบ้านอยากให้อนุรักษ์สะพานนี้ไว้ตามเดิม ตอนนี้มีคนรู้จักสะพานนี้กันมากขึ้นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของมหาสารคาม ก็คงจะต้องคงสภาพสะพานไม้นี้ไว้ต่อไป</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://mahasarakham.prd.go.th/th/file/get/file/20230726f4d9262fe43eb5a513699763f96bfef0163224.jpg' type='image/jpg' length='9809400' />
</item>
</channel>
</rss>
